ທົດສອບໃຊ້ພາສາລາວ

ຂ້າພະເຈົ້າ ໄດ້ສອນນັກສຶກສາລາວ ໃຫ້ຂຽນບ໋ອກເປັນພາສາລາວ ສະນັ້ນຈຶ່ງທົດສອບພາສາລາວ

ນັກສຶກສາທີ່ມາອ່ານ ໃຫ້ເລີ້ມຂຽນບ໋ອກຂອງຕົວເອງໄດ້ແລ້ວ ຖ້າມີຫຍັງບໍ່ເຂົ້າໃຈ ໃຫ້ຖາມໄດ້.

ໂຊກດີທຸກຄົນ

Advertisements

การสรุปเทรนด์ปี 2014 ที่ครบและแน่นที่สุดในปฐพี

#การตลาดโดยสันดาน

ช่วงต้นปีเป็นช่วงที่ไม่ว่าใครก็ต้องตามอ่านคำพยากรณ์ของหมอดูสำนักต่างๆ ว่าตลอดทั้งปี จะได้เจอกับอะไรบ้าง ทั้งเรื่องโชคลาภ การงาน
ความรัก สุขภาพ แต่บทความต่อไปนี้ คือการรวบรวมคำพยากรณ์เทรนด์ปี 2014 จากสำนักต่างๆ ของโลก มาสรุปให้กระชับเข้าใจง่าย
ซึ่งจะช่วนให้คุณสามารถใช้กำหนดชีวิต การทำงาน ความรัก หรือสุขภาพของคุณได้ทั้งหมด ทำให้คุณเป็นคนไม่ตกกระแสเชยระเบิดแน่นอน

ทุกปี สำนักพยากรณ์เทรนด์ทั่วโลกรวมทั้งศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) ของไทย จะออกรายงานการพยากรณ์เทรนด์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในปีนั้นๆ มาให้พวกเราได้อ่านกัน แต่บางทีก็เข้าใจยากและเป็นนามธรรมเกินไป ผมจึงพยายามรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆ มาสรุปให้เข้าใจง่ายขึ้น (รูปภาพบางรูป สามารถ link ไปยังบทความต้นฉบับได้) ซึ่งการพยากรณ์เทรนด์นั้น ล้วนมีที่มาที่ไปไม่ใช่การนั่งทางในหรือให้ดีไซเนอร์ผู้ล่วงลับมาเข้าทรงแต่อย่างใด แต่เทรนด์ต่างๆ มีสิ่งที่เป็นที่มาหรือตัวขับเคลื่อน นั่นคือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนโลกในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งได้แก่

Key Driven
1. ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นบนโลกในช่วงที่ผ่านมา ทั้งปัญหาเศรษฐกิจ ศาสนา การเมือง ที่ทำให้ผู้คนไม่สามารถอดทนกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้อีกต่อไป
เป็นที่มาของการประท้วงรุนแรง เช่นปรากฏการณ์ Arab Spring, วิกฤติเศรษฐกิจในอเมริกาและยุโรป เพื่อที่จะให้เกิดการ reset/reprogram ใหม่ (บ้านเราก็ไม่เบา มี Shutdown และ Restart เหมือนกัน)

2. ในช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมา เราคงเคยอ่านบทความที่พูดถึงการทำงานของ Gen-Y ที่ว่าไม่อดทนบ้าง คาดหวังแต่ค่าตอบแทนสูงๆ บ้าง มาถึงตอนนี้เราต้องยอมรับแล้วว่า Gen-Y ได้เข้ามาเป็นกลุ่มที่มีบทบาทและมีอิทธิพลอย่างมากในสังคมและองค์กรไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และ Gen-Y นี่แหละที่กำลังขับเคลื่อนสังคมเศรษฐกิจของเราอยู่

3. การเติบโตของชนชั้นกลางทำให้หลายพื้นที่มีความเป็นเมืองมากขึ้น และเศรษฐกิจหลายประเทศเติบโตสูงจนกลายเป็นประเทศเศรษฐกิจใหม่ เช่นกลุ่ม BRICS (ผู้บริโภคชาวจีน อินเดีย และอินโดนีเซีย กำลังเป็นกลุ่มที่นักการตลาดต้องจับตามอง) นอกจากนี้เมืองใหญ่ทั่วโลกที่มีคนเข้ามาอยู่อาศัย ทำงาน ใช้ชีวิตมากขึ้น ก็มีปัญหาตามมามากขึ้นเช่นกัน (แต่อย่างที่บอกในข้อ 2 ว่า เรื่องนี้ “Gen-Y จะไม่ทน”) ดังนั้นเมืองจึงต้องมีการจัดการเมืองเสียใหม่ หรือเรียกว่า Smart City

psy-gangnam-style china-cartier-louis-vuitton Arab-Spring

Lifestyle – Attitude Trend
1. Women Power & LGBT’s Right : เราเริ่มได้เห็นคนดังหลายคนเปิดตัวสถานะทางเพศของตนมากขึ้น ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ในปี 2013 ผู้คนทั่วโลกเรียกร้องความเท่าเทียมและการยอมรับในความหลากหลายทางเพศมากขึ้น Same Sex Marriage กลายเป็นเรื่องถูกกฎหมายในหลายๆ ประเทศ ส่วนประเทศที่มีนโยบายไปทางต่อต้านเกย์-เลสเบี้ยน ก็ได้รับกระแสกดดันมากขึ้น อย่างเช่นรัสเซีย (การแข่งขันโอลิมปิกฤดูหนาวในรัสเซีย ถูกค่อนขอดด้วยโฆษณาหลายชิ้น ไม่เว้นแม้แต่ Google ที่เลือกใช้สี rainbow ในการสื่อถึงกีฬาโอลิมปิกในรัสเซีย) ในปี 2014 นี้ การแบ่งแยกและการเลือกปฏิบัติต่อเพศที่แตกต่าง จะเป็นอะไรที่เชยระเบิด

google-doodle

2. Gen-Y Era : Gen-Y เป็นกลุ่มที่เต็มไปด้วยพลัง แสดงออกถึงความคึกคะนอง+ขบขันอยู่ตลอดเวลา (วัฒนธรรมป็อปแบบยุค 80 จึงกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง) พลังอันเหลือเฟือของ Gen-Y ในปี 2014 จะถูกแสดงออกในเชิงบวก หมดยุคสำหรับการระดมสมอง (Brain Storming) แบบ Gen-X แต่เป็นการ Heart Storming ที่ให้ความสำคัญต่ออารมณ์ความรู้สึก เกิดเป็นกิจกรรมที่สร้างสรรค์ และอยากช่วยให้ชีวิตของทุกคนในสังคมดีขึ้น
*Meme Celebrity เช่น Grumpy Cat, ท่านรัฐมนตรีชัชชาติ เป็นตัวอย่างได้ดีของความขบขันและพลังอันเหลือเฟือของ Gen-Y

Funny-Cats-Top-49-Most-Funniest-Grumpy-Cat-Quotes-13 ชัชชาติ-รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี-3
The Grumpy Cat
ชัชชาติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี

3. New Freedom : ความอิสระ กลายเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญในยุคนี้ ไม่ว่าจะเรื่องเรียน การทำงาน การท่องเที่ยว หรือการเดินทาง ผู้คนจะไม่ยึดติดกับสถานที่ หรือ Destination เพียงอย่างเดียวแต่จะเริ่มให้ความสำคัญกับ Journey มากขึ้น สนใจเนื้อหาสาระที่ได้เจอจากการเดินทาง สนใจภูมิปัญญา (Wisdom) ของที่ที่เดินทางไป ดังนั้นรถยนต์จึงไม่ใช่ตัวแทนของความอิสระอีกต่อไป ราคาพลังงานที่แพงแสนสาหัสและการเติบโตของเมืองทำให้ผู้คนเบื่อหน่ายกับปัญหาจราจร ทำให้ “จักรยาน” กลายมาเป็นตัวแทนความอิสระหรือ New Freedom (เราได้เห็นกระแสคลั่งไคล้การขี่จักรยานมาสักพักแล้ว แต่เชื่อว่าในปี 2014 มันจะมากขึ้นจนกลายเป็น Mainstream ในหลายประเทศ) นอกจากนี้ หลายๆ เมือง ได้นำระบบอัจฉริยะมาใช้เพื่อให้บริการจักรยาน รวมทั้งมีระบบที่ทำงานร่วมกับผู้ขับขี่แล้ว (Smart City)

philippine-bike-sharing-program

4. New VIP : ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มีสินค้าที่เรียกว่า Affordable Luxury ถูกผลิตออกมามากมายเพื่อจับกลุ่มเศรษฐีใหม่และชนชั้นกลางหรือเรียกว่ากลุ่ม Masstige บรรดาคนที่รวยจริง/ไฮโซแท้ จึงต้องการหลีกหนีไปสู่สิ่งที่หรูหรายิ่งกว่าเดิม ต้องการสถานภาพพิเศษที่สูงกว่าเดิม (Superlative Status) คนรวยปี 2014 จึงต้องการความหรูหราที่ไร้ขีดจำกัดและปราศจากเหตุผล สินค้าที่หายาก สร้างมูลค่าด้วยความเรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยเรื่องราวที่น่าจดจำ สินค้าและบริการแบบ “เฉพาะบุคคล” จะเป็นที่นิยมนิยมในหมู่คนรวยอย่างมาก เช่น การบริการจัดการความ private ให้กับกิจกรรมส่วนตัวของคนรวย (การจัดการให้ได้ไปทานอาหารในร้านหรู หรือไปช็อปปิ้งในห้างดังแบบเป็นส่วนตัว) และยังมีการสั่งผลิตและออกแบบสินค้าเฉพาะบุคคล เช่นการผลิตครีมและเซรั่มบำรุงผิวโดยผลิตจาก DNA ของผู้ใช้คนเดียว การผลิตน้ำหอมกลิ่นพิเศษ ไปจนถึงโปรแกรมการไปท่องเที่ยวอวกาศ

Malle-Francis-Kurkdjian

Technology Trend
1. เทคโนโลยีสวมใส่ได้ (Wearable Device) กำลังเป็นเทรนด์ใหม่ในปี 2014 อุปกรณ์ต่างๆ ที่เราใช้จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย ล่าสุด Google ได้ปล่อย Google Glass ให้กลุ่มทีได้รับเลือกได้ทดลองใช้แล้ว ส่วน Samsung ก็ออก Galaxy Gear ที่เป็นนาฬิกาอัจฉริยะ มาให้บรรดาสาวกรูดปื้ดออกมาเล่นกัน และในไม่ช้านี้เราอาจได้พบ iPod ในรูปแบบของเครื่องประดับก็เป็นได้
note: Google Glass ได้ถูกนำไปใช้สร้างความหฤหรรษ์เรื่องเซ็กส์แล้ว แต่ข่าวร้ายแว่วว่า Google เพิ่งออกข้อห้ามการใส่ Content เกี่ยวกับเซ็กส์ใน Google Glass ว๊า!!!

www.glanceapp.info

2. Multi-Screen & Cloud Computing (Wikipedia ใช้คำว่า “การประมวลผลแบบกลุ่มเมฆ”) ในเมื่อทุกสิ่งทุกอย่าง Online บนอินเตอร์เน็ตกันหมด แล้วทำไมยังต้องทำอะไร Offline ด้วย? หลังจากนี้ ทุกอย่างจะสามารถใช้งานได้บน Browser ไม่ว่าจะเป็นการทำงานบน MS Office การแต่งภาพบน Adobe Photoshop นอกจากนี้ เทคโนโลยี Cloud Computing ยังถูกนำมาพัฒนาเมืองให้กลายเป็น Smart City มากขึ้น เช่น การจัดการจราจร ระบบขนส่งสาธารณะ การดูแลความปลอดภัยของพลเมือง โดยเมืองจะสามารถสื่อสารกับคนเดินถนนผ่าน Device ที่ทุกคนถือและเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต
* ในปี 2014 ทุกคนจะไม่ได้มีแค่หน้าจอสมาร์ทโฟนอีกต่อไปแล้ว แต่จะมี Smart Device อื่นๆ อีกหลายจอ เช่น มี Tablet Screen หรือมี Smart TV Screen เพิ่มขึ้นมาอีก โดยแต่ละ Screen จะเชื่อมต่อกันได้หมด นี่ยังไม่นับ PC Computer / Laptop Computer นะเนี่ย

3. facebook is kinda boring : เฟสบุ๊คซึ่งเปิดให้บริการมาครบ 10 ปีมาเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ แม้จะมี Look Back Video ออกมาให้เราตื่นเต้นกันจนเต็ม news feed แต่เมื่อเร็วๆ นี้ กลับพบว่าวัยรุ่นจำนวนมากเริ่มเบื่อหน่ายกับเฟสบุ๊คด้วยเหตุผลหลายๆ ด้าน เช่น เริ่มเบื่อหน่ายกับการที่ต้องแชร์ทุกเรื่องลงบนเฟสบุ๊ค และรู้สึกว่าสูญเสียความเป็นส่วนตัว (บางทีเราก็รู้สึกว่า เรื่องที่ไม่ได้อยู่บนเฟสบุ๊ค เหมือนกับว่าเรื่องนั้นไม่เคยเกิดขึ้น) ผู้ใหญ่และคนแก่เล่นเฟสบุ๊คกันมากขึ้น รำคาญการเตือนและโฆษณาจำนวนมาก รวมทั้งการโพสท์เรื่องดราม่าลงบนเฟสบุ๊ค วัยรุ่นปี 2014 จึงหันไปใช้ Visualized Social มากขึ้น เช่น Instagram, Pinterest

Business Trend
1. Selective Retail, Mobility, Pop-Up Store : ธุรกิจในปี 2014 โดยเฉพาะธุรกิจค้าปลีก จะมีขนาดเล็กลงเพื่อเข้าถึงผู้บริโภคมากขึ้น Pop-Up Store จะได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะลูกค้าไม่ได้ใช้ชีวิตซ้ำๆ ในสถานที่เดิมๆ อีกต่อไป (ดู Lifestyle Attitude ข้อ 3.) นอกจากนี้ร้านค้าแบบคัดสรร ที่รวบรวบสินค้ามาจากหลายๆ แหล่ง (Selective Retail Shop) จะได้รับความนิยมมากขึ้น ร้านค้าจะกลายเป็น Destination ที่รวบรวมสินค้าที่มีเรื่องราว มีภูมิปัญญาจากหลายๆ แหล่งมาไว้ในที่เดียว (เช่นร้าน The Selected และ Monocle Shop ที่ Siam Center)

adidas

2. Empathy, Honesty and Purposeful Movement : ในช่วงที่ผ่านมาผู้บริโภค Suffer กับการบริโภคและรู้สึกว่าถูกเอาเปรียบจากธุรกิจ ดังนั้นธุรกิจในปี 2014 จึงเป็นธุรกิจที่หันมาจริงใจต่อลูกค้ามากขึ้น เปิดเผยความจริงเกี่ยวกับสินค้าอย่างตรงไปตรงมาและขายสิ่งที่เป็นคุณค่ามากขึ้น นอกจากนี้ธุรกิจยังต้องแสดงถึงความมีชีวิตจิตใจ เห็นอกเห็นใจ ยอมรับความแตกต่าง (ดู Lifestyle Attitude ข้อ 1.) และเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหา/ช่วยเหลือคนในสังคม (แน่นอน ยังเน้นการทำเป็น Viral ใน Social Network)
note: เราเริ่มจะได้เห็นโฆษณาที่ดูแล้วซาบซึ้งน้ำตาคลอบ่อยขึ้น เพราะนักการตลาดจะหันมาเล่นกับอารมณ์ความรู้สึก(ที่รุนแรงขึ้น)ของผู้บริโภค

3. Think Globally, Act Locally. : ธุรกิจแบบ Glocalization คือ ธุรกิจที่เน้นขายภูมิปัญญา ขายความเป็นท้องถิ่น การทำด้วยมือ การใช้ฝีมือช่าง และความดั้งเดิมของสินค้า (Authentic) จะเป็นธุรกิจที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคในปี 2014 เพราะผู้คนเบื่อหน่ายสินค้าจากการผลิตแบบอุตสาหกรรม (ที่ราคาแพงขึ้นเรื่อยๆ) แล้วหันมาโหยหาของจริงคุณภาพแบบดั้งเดิม (ไม่แปลกที่กระแสวินเทจ และของทำมือในบ้านเรา เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นตั้งแต่ปีที่แล้ว)

Food Trend
1. Sustainable Culinary : อาหารประเภท Fusion Cuisine / Molecular Gastronomy จะไม่ได้รับความนิยมอีกต่อไป ผู้คนเริ่มเบื่อกับการทานอาหารที่หน้าตาสวยงาม (ที่ไว้ถ่ายรูปแล้วอัพลงในบนเฟสบุ๊ค) แต่ใช้วัตถุดิบธรรมดาที่หาได้ทั่วไปจากซูเปอร์มาร์เก็ตและซ้ำร้ายยังมีราคาที่แพงแสนแพง หันมาโหยหาอาหารที่เป็นต้นตำรับมากขึ้น อาหารสโลว์ฟู้ด อาหารริมถนน (Street Food) และอาหารท้องถิ่นเริ่มกลับมาได้รับความนิยม โดยผู้บริโภคจะหันมาใส่ใจแหล่งที่มาของวัตถุดิบในอาหารว่าเป็นวัตถุดิบท้องถิ่นและได้ซื้อขายกับเกษตรกรหรือชุมชนอย่างเป็นธรรมรวมทั้งไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม  (ร้านแบบนี้ในกรุงเทพฯ เริ่มมีหลายร้าน แต่ที่ได้รับการกล่าวถึงมากคือร้าน Bo-Lan ซึ่งผู้เขียนจะหาโอกาสไปชิมแล้วนำมารีวิวเร็วๆ นี้)
note : ดูเพิ่มเติมที่ Asia’s 50 Best Restaurant 2014

2. Food Revolution : ผู้คนโดยเฉพาะในเมืองใหญ่ต้องการผลิตอาหารเอง หลายบ้านติดตั้งอุปกรณ์สำหรับปลูกผักไว้ที่ระเบียง เริ่มมีการซื้อขายอาหารแบบ Community Network มากขึ้น โดยเป็นการซื้ออาหารระหว่างคนเมืองกับเกษตรกรโดยตรง ในบ้านเราเริ่มมีการรวมกลุ่มแบบนี้บ้างแล้ว เช่น Bangkok Farmer’s Market และ เครือข่ายฅนกินข้าวเกื้อกูลชาวนา

3. Barista Labs : Cafe Culture ยังคงดำเนินต่อไปในปี 2014 แต่ร้านกาแฟแบบก่อนๆ ไม่ใช่ทางเลือกสำหรับ Niche Market หรือคนรวยแล้ว คนมีเงินเริ่มมองหาร้านกาแฟแบบใหม่ๆที่มีความพิเศษมากขึ้น โดยเป็นร้านกาแฟที่มีวัตถุดิบชั้นเลิศ บาริสต้าฝีมือเยี่ยม และการโชว์เทคนิคการชงกาแฟ ที่ทำให้นักดื่มกาแฟรู้สึกราวกับอยู่ในห้องแล็ปวิทยาศาสตร์ เช่น ร้าน Casa Lapin

2013-profile-bo-lan-chef 1012620_521799467869130_933463271_n-450x298 coverstory4826_4

Fashion Trend
โลกแฟชั่นควรเป็นที่แรกที่ต้องแสดงออกอย่างชัดเจนต่อการยอมรับความหลากหลายทางเพศ (Lifestyle Attitude ข้อ 1.) แฟชั่นปี 2014 จึงเป็นแฟชั่นที่ไร้กฎเกณฑ์และไร้เพศ ผู้หญิงแต่งตัวแบบผู้ชาย (เช่น คอลเล็คชั่นของ Balenciaga Pre-Fall 2013 หรือ Saint Laurent Pre-Fall 2013) ส่วนผู้ชายแต่งตัวคล้ายผู้หญิง (เช่น คอลเล็คชั่นของ J.W. Anderson – A/W 2013 หรือ Thom Brown – S/S 2014) โดยตัดเย็บด้วยแพทเทิร์นของการตัดเย็บเสื้อผ้าของเพศตรงข้าม นอกจากนี้แนวคิดที่ต้องการต่อต้านภาพที่สวยงามอย่างอุดมคติ (Anti Utopia) การกลับมาของวัฒนธรรมป็อป และการหวนคำนึงถึงความดั้งเดิมและงานฝีมือแบบโบราณ ล้วนส่งอิทธิพลต่อรูปแบบแฟชั่นในปี 2014 งานแฟชั่นจึงออกมาในรูปแบบผสมผสานของกูตูร์ และรูปแบบอื่น เช่น สตรีทแวร์

jw-anderson-aw-2013-02 Freja-Beha-Erichsen-Saint-Laurent-02 balenciaga-pre-fall-2013-07_120118751857

Architecture Trend
แนวโน้มสถาปัตยกรรมในปี 2014 ได้รับอิทธิพลจากความขัดแย้งที่เกิดขึ้นบนโลก การต่อสู้ สงคราม และซากปรักหักพัง (Key Driven ข้อ 1.) สถาปัตยกรรมใหม่ๆ จึงมีรูปแบบคล้ายกับอาคารที่ไม่สมบูรณ์ หรือมีรูปร่างแปลกออกไปจากอาคารปกติ หรือมีลักษณะของความ Surreal เหนือจริง (เช่นสร้างบ้านในลักษณะเหมือนซากอาคารหลังผ่านสงคราม ของ Xavier Corbero) หรือเป็นการนำอาคารเก่า อาคารร้างมาบูรณะเสียใหม่ แบบไม่ทิ้งความเก่าดั้งเดิมของมัน (เช่น The Jam Factory ของ DBALP ที่นำโกดังเก่าริมแม่น้ำเจ้าพระยา มาปรับปรุงใหม่ ประกอบด้วนสำนักงาน ร้านหนังสือ ร้านอาหาร The Never Ending Summer) ส่วนแนวคิด Environmentalism ยังคงเป็นแนวคิดที่มีอิทธิพลต่องานสถาปัตยกรรมอยู่เช่นเดิม เช่น การใช้วัสดุที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การออกแบบอาคารให้อยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมและการประหยัดพลังงาน (แต่เชื่อว่าจะไม่ใช่การอนุรักษ์แบบฉาบฉวยแบบที่ผ่านๆ มาอีกต่อไป ตั้งแต่ปี 2014 นี้ เจ้าของอาคารและสถาปนิกจะให้ความจริงจังกับเรื่องนี้อย่างเอาเป็นเอาตายเลยทีเดียว)

914_787888814564042_651018047_n 17123-420410-A_rare_look_inside_the_enchanting_home_of_Spain_s_most_famous_living_sculptor_Xavier_Corbero_513df9d03ed18_Corbero_2_jpg_2013 (1)

Travel Trend
ความต้องการอิสระของคน Gen-Y ทำให้แนวโน้มการท่องเที่ยวปี 2014 เน้นการท่องเที่ยวแบบอิสระ การท่องเที่ยวคนเดียว และให้ความสนใจประสบการณ์ที่ได้ระหว่างการเดินทางไม่น้อยไปกว่าจุดหมายปลายทาง การเดินทางด้วยสายการบิน (ทั้งปกติและโลว์คอสต์) อาจไม่ใช่ทางเลือกแรก คนรุ่นใหม่จะหันมาเดินทางด้วยรถไฟ รถบัส หรือล่องเรือมากขึ้น นอกจากนี้เทคโนโลยียังทำให้ระยะเวลาในการท่องเที่ยวนานขึ้น เพราะนักท่องเที่ยวยังสามารถเชื่อมต่อกับผู้อื่นได้ตลอดเวลาไม่ว่าจะอยู่ที่ใด (นั่นหมายถึงสามารถทำงานไปด้วย เที่ยวไปด้วยได้) นักท่องเที่ยวยุคใหม่อีกรูปแบบหนึ่งที่เริ่มเป็นกระแสใหม่ที่เราได้พบเห็นคือ การเดินทางไปยังจุดหมายแล้วเสนอตัวทำงานอะไรก็ได้ อาจเป็นงานที่ตนถนัดหรือแม้แต่งานช่วยเหลือชุมชนและสังคม เพื่อแลกกับที่พักและอาหาร (เช่น Mark van der Heijden หนุ่ม Copywriter เจ้าของเว็บ The Backpack Intern ที่เสนอตัวทำงาน เพื่อแลกกับที่พักและได้ท่องเที่ยวในประเทศนั้นๆ)

Color Trend 

ส่วนโทนสีที่น่าจะมาแรงในปี 2014 ลองไปดูกันเองตามภาพครับ
(ว่ากันว่าที่แรกที่คุณจะได้เห็นว่าสีอะไรจะมาในปีนี้ คือชุดของนักกีฬา ใน Australian Open ครับ)

rafael-nadal-australian-open-2014-nike-outfit 1c03def3a4745a36abeb6f3a1a0a66f5tennis_outfits_australian_open_2014

ขอบพระคุณที่อ่านจบจบครับ

tatarsauce.

ที่มา:

www.tcdc.or.th
www.brandbuffet.in.th/2013/12/10-prediction-trends-mccann-2557
www.trendhunter.com/trends/2014-trend-report
www.forbes.com/sites/lyndagratton/2014/01/08/5-trends-to-watch-in-2014

Wallpaper Magazine :  January – February 2014
www.theverge.com/2013/5/22/4354768/teens-are-tired-of-facebook-drama-says-pew
ที่มาของภาพ: สามารถคลิ๊ก link ได้จากภาพ

*ผู้เขียนสรุปและตีความตามมุมมองของผู้เขียน อาจแตกต่างจากมุมมองต้นฉบับหรือมุมมองของผู้อื่นบ้าง

My 2013 Story

ปีนี้เป็นอีกปีหนึ่ง ที่ผมได้เจออะไรหลายๆ อย่าง การเดินทางและสิ่งที่ได้เจอในแต่ละช่วงเวลา สอนผมให้เติบโตขึ้นไปอีกปี ขอเล่าเรื่องการเดินทางของผมในปีนี้ ผ่าน Instagram ก็แล้วกันนะครับ

January : Khao Yai – Korat
เริ่มเดือนแรกของปี ด้วยการไปฟังหลักการดำเนินชีวิตจากคุณวิกรม ที่เขาใหญ่

photo image (23)

February : Khao Kor – Phetchabun
ไปทริปเขาค้อกับเพื่อนร่วมงานเก่า 1 คืน ไม่ทำอะไรนอกจากนอนเป็นปลาดาว และเล่นเกมส์เศรษฐี
Perrier กินกับ Jack Daniels คือที่สุดของที่สุด

image (1) image (2)

March : Tokyo, Kyoto, Osaka, Takayama, Shirakawago – Japan
ทริปญี่ปุ่น 9 วัน กับพี่เปิ้นและพี่หลิน ได้สัมผัสหิมะเป็นครั้งแรกในชีวิต เป็นประเทศที่ประทับใจที่สุด และจะต้องไปอีกให้ได้

image (5) image (3) image (34) image (25)

April : Send Grandma to Heaven
ความสูญเสียครั้งใหญ่ในชีวิต การจากไปของอาม่าทำให้ผมเข้าใจว่านี่คือทุกข์ที่ยังไงเราก็ต้องพบเจอ และวันนึงเราก็ต้องจากไปเช่นกัน
ผมผ่านช่วงเวลานั้นมาได้ เพราะมีครอบครัวเป็นหลักยึดเหนี่ยว และเพื่อนๆ ของผมที่เดินทางมาเพื่ออยู่เป็นเพื่อนในช่วงเวลาที่ยากลำบาก

image (4) image (32)

May : Dusit D2 Pattaya
เป็นทริปที่ไร้การวางแผนล่วงหน้า และไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่าการว่ายน้ำในโรงแรมและเล่นเกมส์เศรษฐี แต่กลับรู้สึกสดชื่นอย่างมาก

image (6) image (31)

June : Bali – Indonesia
ตั้งใจกับเพื่อน MBA ว่านี่คือทริปฉลองเรียนจบ แต่ถึงตอนจะไปก็ยังอยู่กันครบทุกคน ไม่มีใครจบก่อนใคร

image (8) image (7)

July : Gaggan, Dinner from Mars
ไปทานอาหารอินเดียที่ Gaggan ร้านที่ได้เป็น Top Restaurant in Asia ได้ชิมอาหารที่เหมือนมาจากนอกโลก เป็นประสบการณ์ชีวิตที่สุดยอดมาก

image (9) image (30)

August : Bangkok – Thailand
เป็นเดือนที่ต้องทำงานหนักอีกเดือน แต่ในขณะทำงาน ก็ยังได้เห็นมุมที่สวยงามของกรุงเทพ

image (10) image (14)

September : TEDx Chiang Mai, Vientiane – Laos
ไปร่วมงานสัมมนา TEDx เป็นงานที่สร้างแรงบันดาลใจมากๆ ในการใช้ชีวิต ได้ไปสูดอากาศบริสุทธิ์ที่ม่อนแจ่ม ทานอาหารออแกนิก
กลับจากเชียงใหม่ก็เดินทางไปลาวอีกครั้ง ได้ไปดื่ม Mojito ร้านเดิมที่เคยไปเมื่อปีที่แล้ว มีความสุขที่สุด

image (11) photo 2photo 1 photo 4

October : Yangon – Myanmar, Ho Chi Minh – Vietnam
เดินทางไปทำงานที่ย่างกุ้ง เมืองที่ร้องว๊าวทุก 3 นาทีตั้งแต่ลงเครื่อง ไปดูตึก Colonial เก่าๆ ไหว้พระเจดีย์ชเวดากอง แล้วเดินทางต่อไปโฮจิมินห์เป็นครั้งที่ 2 คราวนี้ได้ไปลองชิมอาหาร Street Food และบาร์บีคิว ที่กุ้งยังเป็นๆ อยู่ ตอนที่นำมาย่างบนกระทะด้วย

image (12) photo 1 (1) photo 2 (1) image (13)

November : Rome & Florenze – Italy, Angkor Wat – Cambodia
มีโอกาสไปพรีเซ้นต์เปเปอร์ ที่โรม ด้วยความกรุณาของ อ.กุ๋ง ที่ช่วยจนธีสิสสำเร็จได้ เป็น 7 วันในอิตาลี ที่สนุกและไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งจะได้มาไกลจากบ้านขนาดนี้ กลับจากอิตาลีไม่กี่วันก็ต้องไปทำงานที่กัมพูชาต่อ ความยิ่งใหญ่ของปราสาทนครวัดนั้นเกินจะบรรยาย

image (18) image (15) image (16) image (19)

December : MBA Farewell, Graduation Day, Velvet Lotus Ocean – Udon Thani
ในที่สุดการเรียน MBA 2 ปีกว่า ก็สิ้นสุดลง ภาพวาดสีอะคริลิกของผมประมูลได้เงินไปให้การกุศลตั้ง 3 พันบาท สายฝนที่โปรยปรายในเดือนธันวาคม ทำให้บัณฑิตแต่ละคนต้องถ่ายรูปกลางสายฝน และทำให้ปีนี้เป็นปีที่หนาวมากๆ
ก่อนจะสิ้นปี เพื่อนที่น่ารักก็ชวนไปชมทะเลบัวแดงที่สวยเกินบรรยาย ดอกบัวสีกำมะหยี่ บานเต็มหนองหานไกลสุดลูกหูลูกตา

image (20) image (21)image (22) image (26)

Plan ปี 2014 : หวังว่าจะทำสำเร็จนะ

– เขียนบล็อก
– ไปเรียนเปียโน
– วาดรูปให้บ่อยขึ้น
– พาป๋ากับแม่ไปเที่ยว
– กลับไปออกกำลังกาย
– นั่งรถไฟ ไปปีนัง มะละกา
– ไปหาพี่แนนและหลานที่ภูเก็ต
– หาเวลาไปวิปัสสนาที่โกเอนก้า
– วางแผนการเงินอย่างจริงจังเสียที
– อัพเกรดความรู้เกี่ยวกับพม่าให้มากที่สุด
– ออกสังคมให้มากขึ้น และรู้จักผู้คนให้มากขึ้น

ไม่รู้เหมือนกันว่า จะได้เจออะไรบ้างในปีหน้า แต่ขอให้เป็นปีที่ดี เป็นปีที่ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ เจอมิตรภาพใหม่ๆ เป็นปีที่ได้เริ่มเรื่องดีๆ ในชีวิต

อินสตาแกรมของผม : instagram.com/tatarsauce Continue reading

“15 ข้อฝึกหาความสุขแบบตัดตรง” โดยคุณพศิน อินทรวงศ์

ไปเจอบทความนึงในเฟซบุ๊ค อ่านแล้วน้ำตาแทบไหล ชื่อ “15 ข้อฝึกหาความสุขแบบตัดตรง” อ่านแล้วมันสอนอะไรเราเยอะมาก หลายข้อเป็นสิ่งที่เราพบแล้วว่าเป็นจริงดังที่กล่าว อีกหลายข้อคือสิ่งที่เราคิดว่าหากทำได้ดังนี้แล้วน่าจะทำให้เรามีความสุขมากขึ้น

15 ข้อที่ว่า มีดังนี้

1. ฝึกมองตัวเองให้เล็กเข้าไว้ หมายความว่า จงเป็นคนตัวเล็ก อย่าเป็นคนตัวใหญ่ จงเป็นคนธรรมดา อย่าเป็นคนสำคัญ เวลามีอะไรเกิดขึ้นกับเรา อย่าไปให้ความสำคัญกับตัวเองมาก อย่าปล่อยให้จิตใจวนไปวนมากับความรู้สึกของตัวเอง เหมือนจมอยู่ในอ่าง ลองเปิดตามองไปรอบๆ แล้วมองให้เห็นว่า คนบนโลกนี้มีมากมายแค่ไหน ตัวเราไม่ได้เป็นศูนย์กลางของโลก ดังนั้นก็อย่าไปให้ความสำคัญกับมันมากนัก ทุกข์บ้าง ผิดบ้าง เรื่องธรรมดา

2. ฝึกให้ตัวเองเป็นนักไม่สะสม หมายความว่า การสะสมอะไรสักอย่างนั้นเป็นภาระ ไม่มีอะไรที่เราสะสมแล้วไม่เป็นภาระยกเว้นความดี นอกนั้นล้วนเป็นภาระทั้งหมดไม่มากก็น้อย ในแง่ของความสุข เราไม่จำเป็นต้องสะสมอะไรเพื่อให้มีความสุข วิธีมีความสุขของคนเรามีมากมายหลายอย่าง และเราไม่ควรเลือกวิธีที่สร้างภาระให้กับตนเอง

3. ฝึกให้ตนเองเป็นคนสบายๆ หมายความว่า อย่าไปบ้ากับความสมบูรณ์แบบ เพราะความสมบูรณ์แบบมันไม่มีจริง มีแต่คนโง่เท่านั้นที่มองว่า ความสมบูรณ์แบบมีจริง ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม หัดเว้นที่วางไว้ให้ความผิดพลาดบ้าง ทุกอย่างไม่จำเป็นต้องไร้ที่ติ การผิดบ้างถูกบ้างเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต เพียงแต่เราต้องรู้จักปรับปรุงตนเองไม่ให้ผิดพลาดบ่อยๆ ซ้ำๆซากๆ

4. ฝึกให้ตัวเองเป็นคนนิ่งๆ หรือไม่ก็พูดในสิ่งที่ดีๆ หมายความว่า ถ้าอะไรไม่ดีก็อย่าไปพูดมาก ไม่ว่าสิ่งนั้นจะถูกหรือผิด แต่ถ้ามันไม่ดี เป็นไปได้ก็ไม่ต้องพูด เพราะการพูด หรือวิจารณ์ในทางเสียหายนั้น มีแต่ทำให้จิตใจตนเองตกต่ำ และขุ่นมัว คนที่พูดจาไม่ดี แม้ว่าคำพูดจะดูฉลาดหลักแหลมเพียงไรมันก็คือความโง่ชนิดหนึ่ง คนที่พูดแต่เรื่องไม่ดีของคนอื่นนับเป็นคนหาความสุขได้ยากนัก

5. ฝึกให้ตัวเองรู้ธรรมชาติว่า อะไรๆ ก็ผ่านไปเสมอ หมายความว่า เวลามีความสุข ก็ให้รู้ว่า เดี๋ยวความสุขมันก็ผ่านไป เวลามีความทุกข์ ก็ให้รู้ว่า เดี๋ยวความทุกข์ก็ผ่านไป เวลามีสถานการณ์แย่ๆ เกิดขึ้น ก็ให้รู้ทันว่า เรื่องราวเหล่านี้ มันไม่ได้อยู่กับเราจนวันตาย ดังนั้น อย่าไปเสียเวลาคิดมาก อย่าไปย้ำคิดย้ำทำ อย่าไปหลงยึดไว้เกินความจำเป็น ให้รู้จักธรรมชาติของมัน การยึดติดกับวัตถุ บุคคล หรือความรู้สึกจนเกินเหตุ คือปัจจัยสำคัญอันดับต้นๆ ที่ทำให้คนเราเกิดความทุกข์ ตรงนี้เป็นสิ่งที่เราต้องรู้ และต้องฝึกฝนตนเองให้เป็นคนปล่อยวางอะไรง่ายๆ เข้าไว้

6. ฝึกให้ตัวเองเข้าใจเรื่องของการนินทา หมายความว่า เราเกิดมาก็ต้องรู้ตัวว่า เราต้องถูกนินทาแน่นอน ดังนั้น เมื่อถูกนินทาขอให้รู้ว่า “เรามาถูกทางแล้ว” แปลว่า เรายังมีตัวตนอยู่บนโลก คนที่ชอบเต้นแร้งเต้นกา กับคำนินทาก็คือคนไม่รู้เท่าทันโลก แม้แต่คนเป็นพ่อแม่ก็ยังนินทาลูก คนเป็นลูกก็ยังนินทาพ่อแม่ นับประสาอะไรกับคนอื่น ถ้าเราห้ามตัวเองไม่ให้นินทาคนอื่นได้เมื่อไหร่ ค่อยมาคิดว่า เราจะไม่ถูกนินทา ขอให้รู้ว่า คำนินทาคือของคู่กับมนุษย์โลก มีมาช้านานแล้ว แม้แต่พระพุทธเจ้า นักบุญ คนที่สร้างคุณงามความดีไว้กับโลกมากมายยังถูกนินทา แล้วเราเป็นใครจะไม่ถูกนินทา ดังนั้น อย่าไปใส่ใจให้มาก ถ้าอะไรที่ดีเก็บไว้ปรับปรุงตัว อะไรที่ไม่ดี ทิ้งมันไว้ไม่ต้องไปตีคราคาสร้างค่าให้คำพูดไร้สาระ ส่วนตัวเราเอง ก็สมควรอย่างยิ่งที่จะต้องฝึกตนเองให้เป็นผู้ไม่นินทาคนอื่นเช่นกัน

7. ฝึกให้ตัวเองพ้นไปจากความเป็นขี้ข้าของเงิน หมายความว่า เราต้องหัดพอใจกับสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ รถยนต์ใช้อะไรอยู่ ก็หัดพอใจกับมัน นาฬิกาใช้อะไรอยู่ ก็หัดพอใจกับมัน เสื้อผ้าใช้อะไรอยู่ ก็หัดพอใจกับมัน การที่คนเราจะเลิกเป็นขี้ข้าเงินได้ ต้องเริ่มจากการรู้จักเพียงพอก่อน เมื่อรู้จักพอแล้ว ก็ไม่ต้องหาเงินมาก เมื่อไม่ต้องหาเงินมาก ชีวิตก็มีโอกาสทำอะไรที่มากกว่าการหาเงิน การยุติความเป็นขี้ข้าของอำนาจเงินนี้ พูดง่ายแต่ทำยาก แต่ก็ต้องทำ เพราะถ้าไม่ทำ ชีวิตทั้งชีวิตของเรา ก็จะเป็นชีวิตที่เกิดมาแล้วตายไปเปล่าๆ ด้วยเหตุที่ว่า ใช้เวลาหมดไปกับการสะสมเงินทองที่เอาไปไม่ได้แม้แต่บาทเดียว

8. ฝึกให้ตัวเองเสียสละ และยอมเสียเปรียบ หมายความว่า การที่คนๆ หนึ่งยอมเสียเปรียบผู้อื่นบ้าง เป็นเรื่องจำเป็น ใครก็ตามที่บ้าความถูกต้อง บ้าเหตุบ้าผล ไม่ยอมเสียเปรียบอะไรเลย ไม่ช้า คนๆ นั้นก็จะเป็นบ้าสติแตก กลายเป็นคนที่ถูกทุกอย่างแต่ไม่มีความสุข เพราะต้องสู้รบกับคนรอบข้างเต็มไปหมดเพื่อความถูกต้องที่ตนเองยึดมั่นถือมั่น ซึ่งส่วนใหญ่มันก็เป็นเพียงความถูกต้องที่กิเลสของตัวเองลากไป ไม่ได้เป็นเรื่องที่ถูกต้องตรงธรรมอย่างแท้จริง ดังนั้น การยอมเสียเปรียบ การให้ผู้อื่นด้วยความเบิกบานจึงเป็นสิ่งจำเป็นมากกว่าที่เราคิดกัน มีแรงให้เอาแรงช่วย มีเงินให้เอาเงินช่วย มีความรู้ก็เอาความรู้เข้าไปช่วย ในหนึ่งวัน เราควรถามตัวเองว่า วันนี้เราได้ช่วยใครไปแล้วหรือยัง เราได้เสียเปรียบใครหรือยัง ถ้าคำตอบคือ “ยัง” ให้รู้เอาไว้เลยว่า เราเป็นอีกคนที่มีแนวโน้มจะหาความสุขได้ยากเต็มที

9. ฝึกตัวเองให้เป็นแสงสว่างในที่มืด หมายความว่า ตรงไหนที่มันมืด เราควรไปเป็นดวงไฟส่องทางให้เขา ตรงไหนที่ไม่มีคนช่วย เราควรไปทำ เช่น ลองหาเวลาไปรับประทานอาหารร้านที่ไม่มีลูกค้าเข้า อย่ามุ่งแต่เรื่องกิน ให้การกินของเรามันเป็นการช่วยเหลือผู้อื่นบ้าง ร้านเขาไม่มีลูกค้า แล้วเราเข้าไปนั่ง มันไม่ใช่แค่เงิน แต่มันหมายถึงกำลังใจ อย่าคิดถึงการบริการที่ดีที่สุด อย่าคิดถึงรสชาติของอาหารให้มากนัก ให้คิดว่า เรากำลังเป็นผู้ให้ เดินเข้าร้านหนังสือ หนังสือเล่มไหน เก่าที่สุด เราอ่านเนื้อหาแล้วสนใจ หยิบมันขึ้นมาแล้วจ่ายเงิน นำมันกลับบ้าน เหลือหนังสือเล่มสวยๆ ไว้ให้คนอื่นๆ ได้ซื้อได้อ่าน อย่าไปบ้ากับการเก็บสิ่งที่ดีที่สุด อย่าไปบ้ากับการปรนเปรอสิ่งที่ดีที่สุดให้ตนเอง แต่ให้เน้นจิตใจที่ดีที่สุด ใช้วัตถุ ใช้เงินเป็นเครื่องมือในการซื้อจิตใจดีๆ สูงๆ สะอาดๆ ของเรากลับคืนมา วัตถุเป็นเรื่องไม่จีรัง แต่จิตใจดีๆ นั้นเป็นทั้งหมดของชีวิต เป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องรู้จักรักษาดูแลเอาไว้ไม่ให้เกิดความเสียหาย

10. ฝึกให้ตัวเองไม่ไหลไปตามอำนาจวัตถุนิยม หมายความว่า ต้องรู้จักยับยั้งช่างใจ และมีปัญญาในการมองเห็นว่า อะไรคือสิ่งจำเป็น อะไรคือสิ่งที่เราถูกโฆษณาหลอก เรากำลังเป็นตัวของตัวเอง หรือเรากำลังบ้ากระแสสังคมอย่างไม่ลืมหูลืมตา ลดความจำเป็นเรื่องแฟชั่น ลดความจำเป็นเรื่องโทรศัพท์ ลดความจำเป็นเรื่องสิ่งของเครื่องใช้ ก่อนจะซื้อ ก่อนจะอยากได้ ให้ลองถามตัวเองว่า เราอยากได้เพราะอะไร เพราะมันจำเป็น เพราะอยากเท่ อยากดูดีในสายตาของอื่น หรือเพราะอะไรกันแน่ๆ ตอบตัวเองให้ได้ชัดๆ ในเรื่องของความจำเป็นนี้ พูดได้เลยว่า ของในชีวิตส่วนใหญ่ที่เราครอบครองกันอยู่
มีไว้โชว์ มากกว่ามีไว้ใช้

11. ฝึกให้ตัวเองยอมรับความจริงง่ายๆ หมายความว่า อะไรที่ทำผิด อย่าดันทุรัง ให้พูดคำว่า ขอโทษครับ ขอโทษค่ะ ขอบคุณครับ ขอบคุณค่ะ ฝึกพูดคำเหล่านี้ให้เป็นเรื่องปกติ ความผิดไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่การผิดแล้วไม่ยอมรับผิดนั้นเป็นเรื่องเสียหาย และส่งผลเสียกับชีวิตเป็นวงกว้าง เพราะการปรับปรุงตัวนั้นมีจุดเริ่มต้นจากการที่คนๆ หนึ่งรู้ตัวว่าทำไม่ดี ดังนั้นคนที่ไม่รู้ตัวว่าตัวเองทำไม่ดีแล้วดันทุรัง ก็คือคนที่ไม่มีโอกาสปรับปรุงตนเองให้ดีขึ้น ขอให้รู้ว่า เมื่อเราทำผิด ต่อให้ปากแข็งแค่ไหน ดันทุรังแค่ไหน ผิดมันก็คือผิด หลอกตัวเองได้ แต่หลอกคนอื่นไม่ได้ เหมือนเราบอกว่า ไม่เหม็น แต่กลิ่นเหม็นนั้น ถ้ามันมีจริงมันก็โชยออกมาอยู่วันยังค่ำ

12. ฝึกให้ตัวเองรู้จักเลือกคนต้นแบบที่ถูกต้องตรงธรรม หมายความว่า เมื่อคิดจะเลือกใครสักคนมาเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต อย่าไปมุ่งเน้นแต่ความสำเร็จด้านเงินทองเพียงอย่างเดียว แต่เราควรให้ความสำคัญกับคุณค่าในด้านอื่นๆ ด้วยเช่น ความดี คุณธรรม ความเสียสละ เราควรเคารพและชื่นชมใครซักคนที่ความดีของเขาไม่ใช่รายได้ของเขา ทุกวันนี้ คำว่าความสำเร็จถูกใช้ไปกับเรื่องของเงินๆ ทองๆ มากเกินไป ใครหาเงินได้มาก แปลว่า คนๆ นั้นประสบความสำเร็จมาก ตรงนี้เป็นการให้คุณค่าที่ผิดพลาด การคิดเช่นนี้ย่อมเป็นการปลูกฝั่งค่านิยมในระดับจิตวิญญาณที่ทำให้เราให้ตกเป็นทาสของเงิน เมื่อเราเป็นทาสของเงินเสียแล้ว เราก็จะเป็นคนที่ฝากความสุขของเราไว้กับเงินด้วย เราเลือกต้นแบบอย่างไร ชีวิตของเราก็จะมุ่งหน้าไปทางนั้น สังคมจะดีขึ้นได้ก็เริ่มจากทัศนคติของเราตรงนี้นั่นเอง

13. ฝึกให้ตนเองเป็นคนไม่ทะเลาะกับคนใกล้ชิด หมายความว่า เราต้องไม่เป็นคนหน้าชื่นอกตรม คือยิ้มไปทั่วกับคนนอกบ้าน แต่กลับมาทะเลาะกับคนที่บ้าน ขอให้ใช้คนที่บ้านเป็นเครื่องมือฝึกจิตใจของตนเอง อะไรที่ยอมได้ก็ขอให้ยอม เสียเปรียบคนในครอบครัวให้มากที่สุด ดีกับเขาให้เหมือนเขาเป็นคนเดียวกับเรา อย่าเป็นคนที่ไม่ได้เรื่องนอกบ้าน แต่กลับมาเก่งในบ้าน เพราะมันจะสร้างแต่ความทุกข์ให้ชีวิต ครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตคนเรา ถ้าหาความสุขจากครอบครัวไม่ได้ ความสุขที่อื่นก็ไม่ต้องพูดถึง ต่อให้หลอกคนทั้งโลกได้ว่าชีวิตประสบความสำเร็จ แต่ภาพที่สร้างขึ้นมา ก็เป็นแค่ภาพลวงตาที่จะย้อนกลับมาสร้างความละอายใจให้ตัวเองอยู่วันยังค่ำ ยอมพ่อแม่ ยอมลูกเมีย ยอมสามี ยอมคุณตาคุณยายคุณปู่คุณย่า สิ่งดีๆ ที่ทำแล้วชื่นใจก็ขอให้ทำให้บ่อย คำพูดดีๆ ที่พูดได้ก็ขอให้พูด ครอบครัวคือรากของมนุษย์ ถ้ารากของชีวิตเน่า ส่วนที่เหลือก็เน่าทั้งหมด

14. ฝึกตัวเองให้เข้าใจคำสอนของศาสนาตน หมายความว่า เรานับถือศาสนาอะไรอยู่ ก็ต้องเข้าใจคำสอนของศาสนานั้น แม้ทำตามคำสั่งสอนยังไม่ได้ แต่ก็ต้องเข้าใจถึงแก่นแท้ ขอให้ถามตัวเองว่า ทุกวันนี้ หัวใจของศาสนาตัวเองคืออะไร เรารู้แล้วหรือยัง หยิบกระดาษขึ้นมาหนึ่งแผ่น แล้วลองเขียนดู ถ้าไม่รู้ว่าจะเขียนอะไรลงไป ก็แปลว่า เราไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับศาสนาของเรา อย่าหลอกตัวเองว่าเรารู้แล้ว ถ้าไม่มีอะไรจะเขียน นึกเรื่องจะเขียนไม่ออก ก็แปลว่าเราไม่รู้ เรียบเรียงไม่ได้ ความคิดยังไม่ตกผลึกทั้งๆ ที่นับถือศาสนานี้มาแล้วชั่วชีวิต ย่อมหมายความว่า เราเป็นคนไม่ใส่ใจในศาสนาตนเองเท่าที่ควร ไม่ต้องไปตกใจหรือรู้สึกผิดบาป ทุกอย่างแก้ไขได้ ขอให้รีบปรับปรุงตัวเสียแต่วันนี้ก็ยังไม่สาย ศาสนาเป็นรากของจิตวิญญาณ ไม่ใช่สิ่งที่เราจะทิ้งๆ ขว้างๆ แล้วค่อยไปใส่ใจในวัยชรา เพราะถึงเวลานั้น ก็คงไม่ทันการแล้ว

15. ฝึกตัวเองให้ค่อยๆ ทำตามสิ่งที่ศาสนาของตนสั่งสอนจนสำเร็จ หมายความว่า เมื่อรู้ว่าศาสนาของตนสอนอะไร ก็ขอให้ทำ ทำด้วยความเบิกบาน ไม่จำเป็นต้องทำได้ทั้งหมด แต่ขอให้ทำเรื่อยๆ ทำให้ดีขึ้นทุกวัน อย่าน้อย ในแง่ของศีลธรรมก็ควรจะทำให้ได้ อย่าน้อยที่สุด ก็ขอให้อายตัวเองเมื่อคิดจะพูดโกหก เมื่อจะเบียดเบียนผู้อื่น เมื่อจะทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องตรงธรรม บุคคลในอุดมคติของแต่ละศาสนาไม่ได้เป็นกันง่ายๆ แต่ถ้าไม่เริ่มก็ไม่มีโอกาสไปถึง สำหรับคนที่ไม่มีศาสนา หรือไม่นับถืออะไร ก็ขอให้นับถือความดี ซื่อสัตย์กับความดี

คาถาง่ายๆ ที่สำหรับผู้ไม่มีศาสนาก็คือ
“เราไม่ชอบสิ่งไหนก็อย่าไปทำสิ่งนั้นกับคนอื่น”

ส่วนศีลสำหรับคนไร้ศาสนานั้นมีอยู่เพียงข้อเดียวนั่นก็คือ
“อย่าขโมยความดีไปจากจิตใจของตนเอง”

คาถาหนึ่งบท กับศีลหนึ่งข้อ ถ้าทำได้ แม้เป็นคนไม่มีศาสนา ก็ไม่เป็นภาระต่อโลกในนี้ เรียกได้ว่าเป็นพลเมืองที่ดีของโลกและเพื่อนมนุษย์แล้วโดยสมบูรณ์

วิธีหาความสุขทั้ง 15 ข้อนี้คือสิ่งที่ทำได้ทันที แบบไม่ต้องรีรอ ไม่ใช่เรื่องยากหรือง่าย อยู่ที่จะทำหรือไม่ทำ ข้อไหนสะดวกใจให้ทำก่อน ข้อไหนรู้สึกว่ายากก็เว้นเอาไว้ ค่อยๆ ทำไปเรื่อยๆ เก็บไปทีละข้อ

จนครบทั้ง 15 ข้อ ถึงแม้คุณไม่ได้บรรลุธรรมแต่คุณก็จะเป็นบุคคลที่ทรงคุณค่าที่สุดคนหนึ่งทีเดียว และหากใครเบื่อการเวียนว่ายตายเกิด เมื่อทำทั้ง 15 ข้อนี้ได้ก็มีโอกาสบรรลุเป็นอริยบุคคลขั้นใดขั้นหนึ่งในชาติปัจจุบัน เปรียบเหมือนคนที่เตรียมความพร้อมมาดี เพียงเติมส่วนที่ขาดเล็กน้อยก็บรรลุถึงฝั่งฝันได้ไม่ยาก
ขอให้ทุกคนสนุกกับการหาความสุขให้ตนเองในแบบง่ายๆ

ยิ้มทุกวัน มองฟ้าให้เป็นฟ้า มีปัญญาสามารถเปลี่ยนโลกแห่งนี้
ให้เป็นสวนดอกไม้แห่งชีวิตได้สำเร็จกันทุกคน…

เขียนโดย คุณพศิน อินทรวงศ์….. ขอบคุณอย่างยิ่งครับ ที่เขียนอะไรดีๆ แบบนี้มาให้ผู้อื่น อ่านแล้วอดไม่ได้จริงๆ ที่จะบันทำไว้สำหรับเตือนตนเองและให้เป็นประโยชน์ต่อคนอื่นๆ

การตลาดโดยสันดาน – ชาวดัดจ์

การตลาดโดยสันดาน วันนี้จะมานำเสนอศัพท์คำว่า “ชาวดัดจ์” คำว่า ชาวดัดจ์ มีที่มาจากคำว่า “ดัดจริต” (บ้างเรียก แมสทีจ, ฮิพสเตอร์, วัลลาบี) หมายถึง กลุ่มคนที่พยายามแสดงออกถึงความมีรสนิยมอันวิไลของตน ทำตามพฤติกรรมของคนดังที่เป็น Niche Icon, คนกลุ่มนี้มักเช็คอินว่าไปกินเที่ยวตามสถานที่เก๋ๆ ที่เป็นที่นิยมในหมู่ชาวดัดจ์ เช่น ร้านอาหารฝรั่งหรืออาหารญี่ปุ่นที่เน้นการตกแต่งร้านและอาหารหน้าตาสวยงาม (ถ่ายรูปแล้วสวย) แต่ไม่ใช่อาหาร Authentic, ดื่มไวน์แช่น้ำแข็ง, ใส่แว่น SUPER, ดูแลสุขภาพตามสมควร ชาวดัดจ์จะใช้อินสตาแกรม เฟซบุ๊ค และพันทิพห้องแป้ง ในการสื่อสารกับผู้อื่น และเสพย์ข้อมูลของ Niche Icon และชาวดัดจ์คนอื่นๆ จากช่องทางเดียวกัน

* หมายเหตุ: ผู้เขียนก็เป็นผู้หนึ่งที่มีพฤติกรรมแบบชาวดัดจ์

537625_10150969478606069_1229647464_n

ที่มา: ศิลปินชื่อ Viet Huynh (http://society6.com/designfool)

Link

t.taste review – gaggan อาหารจากนอกโลก

เปรยกับพี่พริ้งและพี่เหมี่ยว 2 สาวนักชิมมาหลายเดือนว่าอยากไปลองชิมของอร่อยที่ร้านกากั้น คราวนี้ได้โอกาสไปเสียที ร้านนี้เป็นร้านอาหารอินเดียที่สร้างสรรค์อาหารด้วยวิธีใหม่ๆ จนถูกจัดอยู่ในอันดับ 10 ของ Asia’s 50 Best Restaurants 2013 พี่ปุ้ย พี่สาวครีเอทีฟแสนสวยของผม เธอซึ่งเป็นนักกินตัวยง ได้ตีหัวเชฟแก๊กเจ้าของร้าน แล้วลากเข้าถ้ำ ยัดเยียดความเป็นแฟนให้เชฟจากแดนภารตะคนนี้ ผมยังแซวแอบเธอว่าการลงเอยกับเชฟน่าจะเหมาะกับเธอที่สุด เพราะเธอจะมีของอร่อยกินไปตลอดชีวิต การได้มานั่งทานครั้งนี้ ต้องขอบพระคุณพี่สาวคนนี้ด้วย เพราะเธอใช้อำนาจพิเศษช่วยจัดการเรื่องโต๊ะให้

DSC02699

การไปทานอาหารที่ร้าน gaggan จำเป็นต้องจองล่วงหน้าหลายๆ วัน เพราะผู้คนจากทั่วโลกจองคิวมาทานกันเต็มตลอด ผมและสาวๆ โชคดี ที่ได้โต๊ะมาเพราะวันนั้นรถติดมาก จึงมีลูกค้าแคนเซิล แถมเชฟแก๊กยังออกมาต้อนรับด้วยตัวเองและพาไปนั่ง Chef Dining โต๊ะ VIP ที่จะได้เห็นบรรยากาศในห้องครัวผ่านกระจกด้วย (โต๊ะ Chef Dining มีเพียง 2 โต๊ะ และต้องจองล่วงหน้าเป็นเดือน) แถมยังมี Complimentary เป็นไวน์ขาว ซึ่งทานเปล่าๆ รสชาติไม่น่ารื่นรมย์นัก แต่พอทานคู่กับอาหารอินเดีย มันเป็นไวน์ที่เยี่ยมมากๆ

DSC02678

DSC02680

อาหารในร้าน มีทั้งเป็นคอร์ส และ a la carte เราสั่ง tasting course มาทาน มีทั้งหมด 7 จานครับ

เริ่มกันเลยดีกว่า ก่อนจานแรกจะมา มีของทานเล่นมาให้ลองก่อน 2 อย่าง และเวลคัมดริ๊งค์ เป็นน้ำมะนาวและโฟมราสเบอรี่

DSC02684

อันนี้เป็นเมนู Signature มันคือ Yoghurt Explosion เหมือนอาหารจากต่างดาว มันคือโยเกิร์ต ที่ทำเป็นวุ้นๆ ห่อหุ้มซอสที่มีกลิ่นอินเดียไว้

DSC02685

อันขวามือ เป็นคล้ายๆ บิสกิตกรอบๆ ราดซอสอินเดีย หอมกรอบอร่อย อันกลางเป็นถุงที่ทำจากข้าว บรรจุถั่วหลากชนิดไว้ ต้องทานทีเดียวพร้อมถุง และอันสุดท้ายเป็นน้ำผักสมุนไพรมีกลิ่น ทั้งสะระแหน่ ขิง และอื่นๆ หลายอย่าง ใส่ในลูกบอลที่ทำจาก White Chocolate อันนี้ถ้าทานแต่น้ำซอส คงรสแปลกพึลึก แต่พอทานกับ White Chocolate กลับรู้สึกโอเคมาก

DSC02686

จานแรกของคอร์ส ชื่อว่า Viagra ว่ากันว่ากินแล้วคงจะเด้งดึ๋ง ปึ๋งปั๋ง โด่ไม่รู้ล้ม เพราะมันคือ French Oyster ตัวยักษ์ มีไอศครีมอินเดีย ใบสมุนไพร และ Lemon Foam ปกติผมไม่ค่อยชอบทานอะไรดิบๆ แม้แต่แซลมอน ก็ยังไม่ทาน แต่แหม… มาลองร้านดังขนาดนี้ ก็ต้องกินให้หมด พนักงานบอก ให้ทานใบไม้ก่อน แล้วค่อยตามด้วยหอยนางรม โอ้ มันช่างเต็มคำ อร่อยมากๆ

DSC02688

จานที่ 2 ชื่อ Egyptian Secret (ขอตั้งชื่อภาษาไทยว่า “ความลับแห่งแดนไอยคุปต์” ก็แล้วกัน) จานนี้เป็นฟรัวกราส์ กับ Onion Chutney  ราดผงราสเบอรี่ จานนี้อร่อยมาก ขอบอก! ฟรัสกราส์ก็ว่าอร่อยแล้ว ยังตัดเลี่ยนด้วยราสเบอรี่ ที่ทำเป็นเกล็ดๆ แต่ก็ไม่ทิ้งกลิ่นอายอินเดียเพราะยังมีกลิ่นหอมจาก Onion Chutney ด้วย

DSC02689

จานนี้ดูเผินๆ เหมือนโจ๊กใส่ไข่ ที่จริงแล้วมันคือ Truffle Moose กับไข่ Slow Cook ที่อุณหภูมิ 62 องศา เป็นเวลา 2 ชั่วโมง จานนี้ก็ยอดเยี่ยมมาก กินจนเกลี้ยงเลย กลิ่นทรัฟเฟิลหอมมาก ส่วนไข่ แม้จะเป็นวัตถุดิบเบสิค แต่วิธีการปรุงทำให้รสชาติ และเนื้อสัมผัสตอนทานมันแตกต่างกับที่เคยกินมา

DSC02690

จานต่อมาชื่อ Smoke it up เป็นกุ้งแม่น้ำตัวโต มีโฟมผักชีเป็นน้ำจิ้ม และทานคู่กับสลัดอินเดีย กุ้งตัวใหญ่ เนื้อแน่นดี คลุกเครื่องเทศแล้วก็ได้รสชาติอีกแบบ จิ้มกับโฟมทานแล้วเข้ากันดี

DSC02692

จานนี้ชื่อ Game on เป็นนกกระทาทันดูรี ทานกับซอสสับปะรด (ซอสรสชาติอินเดียมาก กลิ่นแรงทะลุจมูกเลย) ผมโอเคกับนกกระทานะ ทำได้อร่อย เนื้อนุ่มมาก ส่วนซอสสับปะรดคำแรกๆ โอเค แต่พอทานไปเรื่อยๆ ผมว่ากลิ่นเครื่องเทศแรงไปนิดสำหรับผม

DSC02694

DSC02693

มาถึง Main Course แล้ว มีชื่อว่า British National Dish มันคือแกงไก่ ใส่มัสซาลา ทานกับแป้ง Nan มีแป้ง 2 แบบคือ Butter กับ Garlic…. จานนี้ไม่มีอะไรตื่นเต้น รสชาติดี ทานง่าย เหมือนแกงกะทิทั่วไป ผมชอบ Garlic Nan มากกว่า Butter เพราะช่วยเสริมรสแกง ให้ดูมีอะไรโดดเด่นขึ้น

DSC02695

DSC02697

มาถึงของหวานที่ผมรอคอย อันแรกเป็นซอฟท์เค้กทำจากงา หอมดี แต่เนื้อหยาบนิดๆ ข้างใต้เป็นไอศครีมรสกุหลาบ หอมหวานมาก… ฟิน     อีกจานเป็นมะม่วงมหาชนก กับไอศครีมเชอร์เบทมูส และถั่วพิสตาชิโอ… ฟินมาก

สรุปเลยก็แล้วกันว่า การมาทานอาหารครั้งนี้ถือเป็นประสบการณ์แปลกใหม่ในชีวิต อาหารแนว molecular ที่เหมือนมาจากนอกโลก เป็นอาหารอินเดียที่สามารถทานได้ทุกจานโดยไม่ต้องบีบจมูก เชฟแก๊ก ผู้ชายยิ้มเก่งหัวฟูที่ใส่ที่คาดผมทำอาหาร เขาไม่ใช่แค่พ่อครัว แต่เป็น Food Creative ด้วย

Atmosphere: ร้านเป็นบ้านสีขาว สวยมากๆ ในร้านมีโต๊ะไม่มาก ไม่อึดอัด บรรยากาศสว่างๆ ดี

Delicious Taste: ความอร่อย อร่อยสุดยอดอยู่แล้ว ไม่เคยคิดจะตัวเองจะได้ทานอาหารอินเดีย แต่นี่มันเหมือนมาจากนอกโลกเลย

Food Quality: คุณภาพอาหารดีมาก วัตถุดิบชั้นดี และค่อนข้างสดทีเดียว

Service: พนักงานดูแลดี แนะนำอาหารทุกจาน มีเล่นมุขกับเราบ้าง ส่วนเชฟแก๊กเป็นกันเองมาก (He พูดไทยฟังรู้เรื่องกว่าอังกฤษ)

Price and Value for Money: ราคาสูง แต่คุ้มกับของที่ทานไป

ค่าเสียหายต่อคน 2,000+ THB สำหรับคอร์สเล็ก 3,000+ THB+ สำหรับคอร์สกลาง และ 4,000+ THB สำหรับคอร์สใหญ่ (ไม่รวมไวน์นะครับ แต่ถ้าอยากทานไวน์ที่เข้ากับอาหารอินเดีย ให้พนักงานแนะนำได้ครับ ไม่ผิดหวัง)

จะมาอีกอย่างแน่นอน

ร้านอยู่ซอยหลังสวน ฝั่งตรงข้าม Portico เข้าซอยมานิดหน่อย / โปรดจองล่วงหน้าก่อนนะครับ

www.facebook.com/pages/Gaggan

www.worlds50best.asia

Let’s start from here

ผมพยายามจะมีบล็อกเป็นของตัวเองมาหลายครั้ง แต่ก็ไม่สำเร็จ

คงจะจริงอย่างที่หลายคนบอกเอาไว้ว่า “ตอนที่ยากที่สุด คือตอนเริ่มต้น”

ผมตั้งโพสท์แรกนี้ขึ้นมาเพื่อจะได้บอกตัวเองว่า เอาล่ะนะ นี่คือการเริ่มต้น เราผ่านจุดแรกมาแล้ว

หวังว่า เรื่องราวและสิ่งต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในบล็อกนี้ จะเป็นสิ่งที่ดีต่อไป

เอาล่ะ! เริ่มจากตรงนี้เลยก็แล้วกัน

 

Shadow